Wednesday, January 9, 2019

หนานหวาดเล่า 139 ตำนานเจดีย์หลวง ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 139 ตำนานเจดีย์หลวง ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 138 ตำนานน้ำส้มป่อย ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 138 ตำนานน้ำส้มป่อย ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 137 ตำนานน้ำส้มป่อย ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 137 ตำนานน้ำส้มป่อย ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 136 อย่าอ่านหนังสือหาย


หนานหวาดเล่า 136 อย่าอ่านหนังสือหาย

หนานหวาดเล่า 135 พญาติโลกราชประหารราชบุตร


หนานหวาดเล่า 135 พญาติโลกราชประหารราชบุตร

หนานหวาดเล่า 134 กบฏในสมัยพญาติโลกราช ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 134 กบฏในสมัยพญาติโลกราช ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 133 กบฏในสมัยพญาติโลกราช ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 133 กบฏในสมัยพญาติโลกราช ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 132 สองหนุ่งแห่งกรุงพาราณสี ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 132 สองหนุ่งแห่งกรุงพาราณสี ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 131 สองหนุ่มแห่งกรุงพาราณสี ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 131 สองหนุ่มแห่งกรุงพาราณสี ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 130 สองหนุ่มแห่งกรุงพาราณสี ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 130 สองหนุ่มแห่งกรุงพาราณสี ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 129 ราชาจอมหงส์ ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 129 ราชาจอมหงส์ ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 128 ราชาจอมหงส์ ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 128 ราชาจอมหงส์ ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 127 ราชาจ๋อมหงส์ ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 127 ราชาจ๋อมหงส์ ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 126 แป๋งเมืองฝางเหียมใหม่

หนานหวาดเล่า 126 แป๋งเมืองฝางเหียมใหม่

หนานหวาดเล่า 125 พญามังรายกึ๊ดบ้านแป๋งเมือง ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 125 พญามังรายกึ๊ดบ้านแป๋งเมือง ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 124 พญามังรายกึดบ้านแป๋งเมือง ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 124 พญามังรายกึดบ้านแป๋งเมือง ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 123 พญามังรายกึ๊ดบ้านแป๋งเมือง ตอนที่1

หนานหวาดเล่า 123 พญามังรายกึ๊ดบ้านแป๋งเมือง ตอนที่1

หนานหวาดเล่า 122 เหตุการณ์หลังเวียงล้านนาล่ม ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 122 เหตุการณ์หลังเวียงล้านนาล่ม ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 121 เหตุการณ์หลังเวียงล้านนาล่ม ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 121 เหตุการณ์หลังเวียงล้านนาล่ม ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 120 ตำนานสุวรรณคำแดง ตอนที่ 4

หนานหวาดเล่า 120 ตำนานสุวรรณคำแดง ตอนที่ 4

หนานหวาดเล่า 119 ตำนานสุวรรณคำแดง ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 119 ตำนานสุวรรณคำแดง ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 118 ตำนานสุวรรณคำแดง ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 118 ตำนานสุวรรณคำแดง ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 117 ตำนานสุวรรณคำแดง ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 117 ตำนานสุวรรณคำแดง ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 116 เสือซอกล๋างเวียงเจียงใหม่

หนานหวาดเล่า 116 เสือซอกล๋างเวียงเจียงใหม่

หนานหวาดเล่า 115 ม่านหื้อคนลานนาเจาะหู

หนานหวาดเล่า 115 ม่านหื้อคนลานนาเจาะหู

หนานหวาดเล่า 114 พญาใต้ขอเมืองเชรียง

หนานหวาดเล่า 114 พญาใต้ขอเมืองเชรียง

หนานหวาดเล่า 113 หมื่นด้งยึดเมืองเชรียง

หนานหวาดเล่า 113 หมื่นด้งยึดเมืองเชรียง

หนานหวาดเล่า 112 สงครามจาวใต้ 4

หนานหวาดเล่า 112 สงครามจาวใต้ 4

หนานหวาดเล่า 111 สงครามจาวใต้ 3

หนานหวาดเล่า 111 สงครามจาวใต้ 3

หนานหวาดเล่า 110 ตำนานพระธาตุหริภุญไชย ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 110 ตำนานพระธาตุหริภุญไชย ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 109 ตำนานพระธาตุหริภุญไฃย ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 109 ตำนานพระธาตุหริภุญไฃย ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 108 ตำนานพระธาตุหริภุญไชย ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 108 ตำนานพระธาตุหริภุญไชย ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 107 นางมะลิกา

หนานหวาดเล่า 107 นางมะลิกา

หนานหวาดเล่า 106 นางสามผิว

หนานหวาดเล่า 106 นางสามผิว

หนานหวาดเล่า 105 ผีบ้าต๋าวอด

หนานหวาดเล่า 105 ผีบ้าต๋าวอด

หนานหวาดเล่า 104 ตำนานเสาอินทขิล ตอนที่ 4

หนานหวาดเล่า 104 ตำนานเสาอินทขิล ตอนที่ 4

หนานหวาดเล่า 103 ตำนานเสาอินทขิล ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 103 ตำนานเสาอินทขิล ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 102 ตำนานเสาอินทขิล ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 102 ตำนานเสาอินทขิล ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า ฮิตเก่าฮอยหลัง 101 ประวัติเสาอินธขิล ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า ฮิตเก่าฮอยหลัง 101 ประวัติเสาอินธขิล ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 100 องนก ฟื้นเตปสิงห์

หนานหวาดเล่า 100 องนก ฟื้นเตปสิงห์

หนานหวาดเล่า 99 เตปสิงห์ ฟื้นม่าน

หนานหวาดเล่า 99 เตปสิงห์ ฟื้นม่าน

หนานหวาดเล่า 98 นกกระทาปักขะ นกต่อ

หนานหวาดเล่า 98 นกกระทาปักขะ นกต่อ

หนานหวาดเล่า 97 ผีม้าบ้อง ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 97 ผีม้าบ้อง ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 96 ผีม้าบ้อง ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 96 ผีม้าบ้อง ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 95 พญาพรหมกับขอมดำ ตอนที่ 4

หนานหวาดเล่า 95 พญาพรหมกับขอมดำ ตอนที่ 4

หนานหวาดเล่า 94 พญาพรหมกับขอมดำ ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 94 พญาพรหมกับขอมดำ ตอนที่ 3

หนานหวาดเล่า 93 พญาพรหมกับขอมดำ ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 93 พญาพรหมกับขอมดำ ตอนที่ 2

หนานหวาดเล่า 92 พญาพรหมกับขอมดำ ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 92 พญาพรหมกับขอมดำ ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 91.พระนางจามเทวีกับขุนหลวงวิลังก๊ะ ตอน 2

หนานหวาดเล่า 91.พระนางจามเทวีกับขุนหลวงวิลังก๊ะ ตอน 2

หนานหวาดเล่า 90 พระนางจามเทวีกับขุนหลวงวิลังก๊ะ ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 90 พระนางจามเทวีกับขุนหลวงวิลังก๊ะ ตอนที่ 1

หนานหวาดเล่า 89 พญาแมนต๋าต่อกับผีต๋ายืน ตอนที่ 2


Saturday, January 5, 2019

หนานหวาดเล่า 88 พญาแมนต๋าต่อกับผีต๋ายืน ตอนที่ 1


หนานหวาดเล่า 87 ตำนานสิงหนวัติ ตอน 2

หนานหวาดเล่า 86 ตำนานสิงหนวัติ ตอนที่1


หนานหวาดเล่า 85 ปั๋นปอนปี๋ใหม่


หนานหวาดเล่า 84 ยุคพระศรีอาริย์ ตอน 3


หนานหวาดเล่า 83 ยุคพระศรีอาริย์ ตอน 2


หนานหวาดเล่า 82 ยุคพระศรีอาริย์ ตอน 1


หนานหวาดเล่า 81 มะม่วงทองคำ พญาทิวาหะนะ


หนานหวาดเล่า 80 ยักษ์เนรมิต


หนานหวาดเล่า 79 พญาจ๊าง เมืองสิริมติ ตอน 2


หนานหวาดเล่า 78 พญาจ๊าง เมืองสิริมติ ตอน 1


หนานหวาดเล่า 77 สงครามจาวใต้ 2


หนานหวาดเล่า 76 สงครามจาวใต้ 1

หนานหวาดเล่า 75 อุปนิกขิตเมืองใต้


หนานหวาดเล่า 74 พญาติโลกราชรบเมืองน่าน


หนานหวาดเล่า 73 มหาเทวีแต่งปู่เจ้าเข้าเมืองแพร่

หนานหวาดเล่า 72 แผนพญาเมืองน่าน

หนานหวาดเล่า 71 หมื่นมอกลองพะเยา


หนานหวาดเล่า 70 สามหาญแห่งเมืองเจียงของ


หนานหวาดเล่า 69 พญาเมืองฝางแข็งเมือง


หนานหวาดเล่า 68 แสนขานก่อการกบฏ


หนานหวาดเล่า 67 รัฐประหารในลานนา 2


หนานหวาดเล่า 66 รัฐประหารในลานนา 1


หนานหวาดเล่า 65 นางปัญจะปาปา 2


หนานหวาดเล่า 64 นางปัญจะปาปา 1


หนานหวาดเล่า 63 พญาไสยลือพ่ายทัพ

หนานหวาดเล่า 62 พูยาวต้านพญาไสลือ


หนานหวาดเล่า 61 หาญยอด ใจเพชร


หนานหวาดเล่า 60 วีระสตรีเวียงกุมกาม


หนานหวาดเล่า 59 ทัพเด็กจายปล้นทัพพญาไสลือ


หนานหวาดเล่า 58 เจ้าชีวิตอ้าว


หนานหวาดเล่า 57 ครูบาเจ้าสิริวังโส


หนานหวาดเล่า 56 ฮ๊ากิ๋นเมืองเจียงใหม่


หนานหวาดเล่า 55 ฟื้นม่าน 4 ช่วยฟ้าชายแก้ว


หนานหวาดเล่า 54 ฟื้นม่าน 3 เจ้าก๋าวิละฟื้นม่าน


หนานหวาดเล่า 53 ฟื้นม่าน 2 ชักศึกเมืองใต้

หนานหวาดเล่า 52 พระยาจ่าบ้านฟื้นม่าน


หนานหวาดเล่า 51 วันเก้าก๋อง


หนานหวาดเล่า 50 ผีปกกะโหล้ง


หนานหวาดเล่า 49 นิมิตนกกระจอก


หนานหวาดเล่า 48 แจ่งกู่เฮือง


หนานหวาดเล่า 47 การรบบนแจ่งศรีภูมิ


หนานหวาดเล่า 46 ตำนานห่อข้าวย่าบา 3


หนานหวาดเล่า 45 ตำนานห่อข้าวย่าบา 2


หนานหวาดเล่า 44 ห่อข้าวย่าบา 1


หนานหวาดเล่า 43 หริภุญไชย กับละโว้6


หนานหวาดเล่า 42 หริภุญไชย กับละโว้5


หนานหวาดเล่า 41 หริภุญไชย กับละโว้4


หนานหวาดเล่า 40 หริภุญไชย กับละโว้3


หนานหวาดเล่า 39 หริภุญไชย กับละโว้2


หนานหวาดเล่า 38 หริภุญไชย กับละโว้1


หนานหวาดเล่า 37 หนานทิพย์ช้าง4


หนานหวาดเล่า 36 หนานทิพย์ช้าง3



Thursday, January 3, 2019

หนานหวาดเล่า 34 หนานทิพย์ช้าง1


หนานหวาดเล่า 33 เสือเย็น ตอน2

หนานหวาดเล่า 32 เสือเย็น ตอน1

หนานหวาดเล่า 31 สามกษัตริย์ ตอนที่ 4


หนานหวาดเล่า 30 สามกษัตริย์ ตอนที่ 3


หนานหวาดเล่า 29 สามกษัตริย์ ตอนที่ 2


หนานหวาดเล่า 28 สามกษัตริย์ ตอนที่ 1


หนานหวาดเล่า 27 สล่ากานโถม2


หนานหวาดเล่า 26 สล่ากานโถม1


หนานหวาดเล่า 25 สงคราม ลานนากับห้อ 2


หนานหวาดเล่า 24 สงคราม ลานนากับห้อ 1


หนานหวาดเล่า 23 วัดกู่ละมัก


หนานหวาดเล่า 22 วัดเจียงยิง


หนานหวาดเล่า 21 ย้อนรอยแผ่นดินไหว

หนานหวาดเล่า 20 แมงสี่หูห้าต๋า ตอน2


หนานหวาดเล่า 19 แมงสี่หูห้าต๋า ตอน1


หนานหวาดเล่า 18 ปล่อยม้าหาเจ้าเมือง


หนานหวาดเล่า 17 ประวัติพระธาตุดอยสุเทพ


หนานหวาดเล่า 16 พญามังราย แอ่วเมืองอังวะ


หนานหวาดเล่า 15 พญามังราย แอ่วเมืองหงสา



หนานหวาดเล่า 14 พญาขี้เล่น



หนานหวาดเล่า 13 ผีปู่แสะย่าแสะ

ตำนานปู่แสะย่าแสะ ในอดีตมีเมืองระมิงค์นครหรือบุพพนคร เป็นเมืองชนเผ่าลัวะ ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำปิงและดอยอ้อยช้าง ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอยู่ไม่เป็นสุข เพราะถูกยักษ์ 3 ตน ยักษ์พ่อแม่ลูก จับเอาชาวเมืองไปกินทุกวันๆ จนชาวเมืองต้องหนีออกจากเมือง เนื่องจากกลัวยักษ์ ต่อมาพระพุทธเจ้า รับรู้ความเดือดร้อนของชาวเมืองลัวะ จึงได้เสด็จมาโปรดและแสดงอภินิหาร แสดงธรรม ให้ยักษ์สามตนได้เห็น จนยักษ์สามตนนั้นเกิดความเลื่อมใส และให้ยักษ์ทั้งสามตนสมาทานศีลห้าสืบไป แต่ยักษ์ทั้งสามตนได้พวกตนเป็นยักษ์ต้องประทังชีวิตด้วยการกินเนื้อมนุษย์ แต่หากไม่ได้กินเนื้อมนุษย์ ขอกินเนื้อสัตว์ก็ยังดี จึงได้ขอพระพุทธเจ้ากินควายปีละ 1 ตัว พระพุทธเจ้าไม่ตอบ ยักษ์ทั้งสามตนจึงได้ไปขอกับเจ้าเมืองลัวะ ซึ่งทางเจ้าเมืองก็ได้นำควายมาถวายให้ปีละ 1 ตัว และเป็นประเพณีสืบกันต่อมา แต่ในทุกๆปี ก็มีการแห่พระบฏ เป็นผ้าที่มีรูปของพระพุทธเจ้าอยู่เมื่อนำมาผูกห้อยต้นไม้ตรงที่มีการเลี้ยงดงพระบฏ จะแกว่งไปมาเหมือนพระพุทธเจ้าเสด็จมา เพื่อให้ยักษ์ปู่แสะย่าแสะได้เห็นว่าพระพุทธองค์ยังเฝ้าดูอยู่

หนานหวาดเล่า 12 บ้านพันตาเกิน


เกิ๋น คือบันไดที่ใช้ปินหรือใช้หย่อนลงบ่อน้ำ เนื่องจากบริเวณหมู่บ้านดังกล่าว เจ้าเมืองไม่มีศีลธรรม ตัดสินความอย่างผิด ๆ เทวดาจึงลงโทษให้เกิดหลุมใหญ่ เกิดน้ำพัดพาเอาบ้านเมืองและคนตกลงไปเยอะมาก ญาติจึงต้องทำบันไดซึ่งมีซี่พันซี่ พาดลงไปให้คนไต่ขึ้นมา

หนานหวาดเล่า 11 ตำนานแม่น้ำปิง


ย้อนไปสมัยพุธกาล ตอนนั้นมีพระรูปหนึ่งเดินทางมาที่จังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านเห็นพระรูปนั้น เดินทางมาไกล จึงได้จับปลาในแม่น้ำ ขึ้นมาปิ้ง ให้พระรูปนั้นฉัน แต่ด้วยความที่พระรูปนั้นเป็นพระที่ไม่ชอบเบียดเบียนผู้อื้น จีงได้ทำการปล่อยปลาปิ้งนั้นลงไปสู่ แม่น้ำ แต่ด้วยปฏิหาร จึงทำให้ปลา ปิงนั้นเกิดมีชีวิตแวกว่ายในแม่น้ำขึ้นมา ทำให้ขาวบ้านเกิดความศัทธา จึงได้เรียกแม่ น้ำสายน้ำว่า แม่น้ำปลาปิ้ง ด้วยความที่ชื่อแม่น้ำแห่งนี้ยาว ชาวบ้านจึงเปลียนจากเรียกแม่น้ำปลาปิ้งเป็น แม่น้ำปิ้ง แม่น้ำปิ้ง เรียก กันไปนานๆ เข้าจึงเพียนมาเป็น แม่น้ำปิง จนถึงปัจจุบัน

หนานหวาดเล่า 10 ตำนานเวียงใผ่


ตำนานเมืองลี้ หรือเวียงเจดีย์ ตามที่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรนั้นปรากฏหลักฐาน ในพับสา เขียนเป็นอักขระล้านนาไทยกล่าวว่าในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในแคว้น สิบสองปันนา และสิบสองจุไทย ถูกชาวไทยใหญ่รุกรานจึงได้ถอยร่นลงมาจนถึงหลวงพระบาง ซึ่งขณะนั้นพวกขอมมี อิทธิพลครอบคลุมชาวไทยอยู่ เมื่อสามารถรวบรวมคนไทยได้เป็นบึกแผ่นดีแล้วก็คิดแข็งขืนไม่ยอมตกอยู่ ภายใต้อำนาจของขอมอีกต่อไป จากนั้นได้รวบรวมเอาอาณาเขต แถบใกล้เคียงโดยให้ขึ้นตรงต่อหลวงพระบาง โดยมีแม่น้ำกกเป็นเขตแดน แม่น้ำนี้มีพระยานาคชื่อ ศรีสัชนาลัย เป็นใหญ่ปกครอง จึงเรียกหลวงพระบาง อีกชื่อหนึ่งว่า “ศรีสัชนาลัย” นับว่าเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองมากที่สุดในยุคนั้น จากความรุ่งเรืองนี้เองทำให้ “พระยาฮ่อ” ยกทัพมาตีจนเมืองหลวง พระบางแตก เจ้าเมืองหลวงพระบางเสียชีวิต พระนางจามรี ผู้เป็นชายา เล็ดลอดหนีออกจากเมือง มาได้แล้วรวบรวมกำลังคนได้พอสมควรจึงพากันอพยพลงมาอยู่ใต้เมืองทิปละ หรือเชียงใหม่ในปัจจุบันนี้ ที่นี่เองที่มีช้างมงคลเชือกหนึ่ง ตำนานเมืองลี้ อาศัยหากิน พระนางจามรีได้อธิษฐานต่อเทพารักษ์เอาช้างมงคลเชือกนั้น เป็นที่ตั้งให้ช้างนำไปสู่ดินแดนทีเหมาะสำหรับตั้งเมืองช้างนั้นได้ออกเดินทาง ล่องลงมาตามน้ำแม่ระมิงค์ลงมาจนถึงแม่น้ำลี้ เลาะเรื่อยมาจนกระทั่งถึงชัยภูมิ แห่งหนึ่งที่มีลักษณะราบเพียงสวยงามเหมาะที่จะใช้ตั้งบ้านเรือน จึงได้หยุด ตั้งมั่นอยู่ที่นั่น สถานที่แห่งนี้มีหินก้อนหนึ่งมีลักษณะสัณฐานเหมือน ไข่นกยูง ช้างได้เอากิ่งไม้และดอกไม้วางไว้ที่หินก้อนนั้นแล้วแสดงกิริยา ๕ อย่าง คือ ร้อง คุกเข่า นอนลง ยกงวงขึ้นแล้วจึงลุกขึ้นเดินไปยังที่ซึ่งเหมาะสำหรับที่จะสร้าง เมืองช้างได้เดินวนเวียนอยู่บริเวณนนั้น ๓ รอบแล้วบ่ายหน้าเข้าไปหมอบอยู่ ท่ามกลางที่จะสร้างเวียงนั้นแล้วช้างนั้นจึงได้ล้มลง พระนางได้สั่งให้เผาซากช้าง แล้วให้ก่อเจดีย์ขึ้นตรงบริเวณนั้น เจดีย์องค์นี้จึงมีชื่อเรียกว่า เจดีย์ดวงเดียวหรือพระธาตุดวงเดียว นั่นเอง หลังจากนั้นพระนางจามรี ได้สั่งให้ตั้งเมืองขึ้น ณ ที่แห่งนั้นเรียกว่า “ เวียงเจดีย์ ” ปัจจุบันนี้ ยังมีร่องรอยของคันน้ำคูดินของเมืองเก่าที่บริเวณพระธาตุดวงเดียว ตั้งอยู่เหลือให้เห็นบ้าง แต่ทว่าบางส่วนนั้นถูกถนนพหลโยธินตัดผ่านไปบ้าง ตำนานเมืองลี้ ส่วนพระธาตุดวงเดียวนั้นเท่าที่หลงเหลือให้เห็นนั้นเป็น สถูปเจดีย์ ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม องค์เจดีย์มีรูปทรงสูงชลูด ส่วนยอดนั้นหักหายไป ปัจจุบันนี้พระธาตุดวงเดียว ได้ถูกก่อครอบใหม่ เป็นเจดีย์ทรงประยุกต์ที่ไม่มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมเหลือให้ศึกษาอีกต่อไปแล้ว

นอกจากนี้แล้วที่เวียงเจดีย์ยังมีแหล่งโบราณสถานเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง คือ วัดพระธาตุห้าดวง ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสันดอยเวียง หมู่ที่ ๔ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน วัดนี้มีโบราณสถานสำคัญอย่างหนึ่ง คือ “ พระธาตุห้าดวง “ ซึ่งมีประวัติความเป็นมาเกี่ยวโยงไปถึงสมัยพุทธกาลกล่าวถึงพระพุทธองค์มาประทาน พระเมโทธาตุแก่พวกลัวะ ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พระนางจามรีได้มาจากหลวงพระบาง และเป็นผู้สร้างเจดีย์ขนาดเล็กขึ้นองค์หนึ่ง หลังจากที่อาณาจักรล้านนาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ หลังจากนั้นท้าววงศ์ฝั้น ได้มาบูรณะเจดีย์ขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ ครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนา

หนานหวาดเล่า 09 ตำนานเมืองลี้

ตำนานเมืองลี้ หรือเวียงเจดีย์ ตามที่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรนั้นปรากฏหลักฐาน ในพับสา เขียนเป็นอักขระล้านนาไทยกล่าวว่าในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในแคว้น สิบสองปันนา และสิบสองจุไทย ถูกชาวไทยใหญ่รุกรานจึงได้ถอยร่นลงมาจนถึงหลวงพระบาง ซึ่งขณะนั้นพวกขอมมี อิทธิพลครอบคลุมชาวไทยอยู่ เมื่อสามารถรวบรวมคนไทยได้เป็นบึกแผ่นดีแล้วก็คิดแข็งขืนไม่ยอมตกอยู่ ภายใต้อำนาจของขอมอีกต่อไป จากนั้นได้รวบรวมเอาอาณาเขต แถบใกล้เคียงโดยให้ขึ้นตรงต่อหลวงพระบาง โดยมีแม่น้ำกกเป็นเขตแดน แม่น้ำนี้มีพระยานาคชื่อ ศรีสัชนาลัย เป็นใหญ่ปกครอง จึงเรียกหลวงพระบาง อีกชื่อหนึ่งว่า “ศรีสัชนาลัย” นับว่าเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองมากที่สุดในยุคนั้น จากความรุ่งเรืองนี้เองทำให้ “พระยาฮ่อ” ยกทัพมาตีจนเมืองหลวง พระบางแตก เจ้าเมืองหลวงพระบางเสียชีวิต พระนางจามรี ผู้เป็นชายา เล็ดลอดหนีออกจากเมือง มาได้แล้วรวบรวมกำลังคนได้พอสมควรจึงพากันอพยพลงมาอยู่ใต้เมืองทิปละ หรือเชียงใหม่ในปัจจุบันนี้ ที่นี่เองที่มีช้างมงคลเชือกหนึ่ง ตำนานเมืองลี้ อาศัยหากิน พระนางจามรีได้อธิษฐานต่อเทพารักษ์เอาช้างมงคลเชือกนั้น เป็นที่ตั้งให้ช้างนำไปสู่ดินแดนทีเหมาะสำหรับตั้งเมืองช้างนั้นได้ออกเดินทาง ล่องลงมาตามน้ำแม่ระมิงค์ลงมาจนถึงแม่น้ำลี้ เลาะเรื่อยมาจนกระทั่งถึงชัยภูมิ แห่งหนึ่งที่มีลักษณะราบเพียงสวยงามเหมาะที่จะใช้ตั้งบ้านเรือน จึงได้หยุด ตั้งมั่นอยู่ที่นั่น สถานที่แห่งนี้มีหินก้อนหนึ่งมีลักษณะสัณฐานเหมือน ไข่นกยูง ช้างได้เอากิ่งไม้และดอกไม้วางไว้ที่หินก้อนนั้นแล้วแสดงกิริยา ๕ อย่าง คือ ร้อง คุกเข่า นอนลง ยกงวงขึ้นแล้วจึงลุกขึ้นเดินไปยังที่ซึ่งเหมาะสำหรับที่จะสร้าง เมืองช้างได้เดินวนเวียนอยู่บริเวณนนั้น ๓ รอบแล้วบ่ายหน้าเข้าไปหมอบอยู่ ท่ามกลางที่จะสร้างเวียงนั้นแล้วช้างนั้นจึงได้ล้มลง พระนางได้สั่งให้เผาซากช้าง แล้วให้ก่อเจดีย์ขึ้นตรงบริเวณนั้น เจดีย์องค์นี้จึงมีชื่อเรียกว่า เจดีย์ดวงเดียวหรือพระธาตุดวงเดียว นั่นเอง หลังจากนั้นพระนางจามรี ได้สั่งให้ตั้งเมืองขึ้น ณ ที่แห่งนั้นเรียกว่า “ เวียงเจดีย์ ” ปัจจุบันนี้ ยังมีร่องรอยของคันน้ำคูดินของเมืองเก่าที่บริเวณพระธาตุดวงเดียว ตั้งอยู่เหลือให้เห็นบ้าง แต่ทว่าบางส่วนนั้นถูกถนนพหลโยธินตัดผ่านไปบ้าง ตำนานเมืองลี้ ส่วนพระธาตุดวงเดียวนั้นเท่าที่หลงเหลือให้เห็นนั้นเป็น สถูปเจดีย์ ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม องค์เจดีย์มีรูปทรงสูงชลูด ส่วนยอดนั้นหักหายไป ปัจจุบันนี้พระธาตุดวงเดียว ได้ถูกก่อครอบใหม่ เป็นเจดีย์ทรงประยุกต์ที่ไม่มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมเหลือให้ศึกษาอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้แล้วที่เวียงเจดีย์ยังมีแหล่งโบราณสถานเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง คือ วัดพระธาตุห้าดวง ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสันดอยเวียง หมู่ที่ ๔ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน วัดนี้มีโบราณสถานสำคัญอย่างหนึ่ง คือ “ พระธาตุห้าดวง “ ซึ่งมีประวัติความเป็นมาเกี่ยวโยงไปถึงสมัยพุทธกาลกล่าวถึงพระพุทธองค์มาประทาน พระเมโทธาตุแก่พวกลัวะ ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พระนางจามรีได้มาจากหลวงพระบาง และเป็นผู้สร้างเจดีย์ขนาดเล็กขึ้นองค์หนึ่ง หลังจากที่อาณาจักรล้านนาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ หลังจากนั้นท้าววงศ์ฝั้น ได้มาบูรณะเจดีย์ขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ ครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนา

หนานหวาดเล่า 08 ตำนานทุ่งหัวช้าง

ทุ่งหัวช้าง (คำเมือง: Lanna-Thung Hua Chang) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดลำพูน และเป็นแหล่งกำเนิดต้นแม่น้ำลี้ แม่น้ำสายสำคัญของจังหวัด

หนานหวาดเล่า 07 อนุสรณ์ช้างเผือก

ตำนานช้างเผือกอารักษ์เมืองเชียงใหม่ @ อนุสาวรีย์ช้างเผือก สถานที่ตั้ง : ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พิกัด : 18.800422,98.986272 อนุสาวรีย์ช้างเผือก ตั้งอยู่บริเวณข่วงช้าง ด้านหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่แห่งที่ 1 หรือสถานีขนส่งช้างเผือก เป็นท่าขึ้นรถเพื่อเดินทางภายในจังหวัดเชียงใหม่ระหว่างอำเภอ และระหว่างอำเภอไปยังจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งนักท่องเที่ยวจะไม่คุ้นเคยกับสถานีขนส่งแห่งนี้เท่าไหร่ ทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็น อนุสาวรีย์ช้างเผือก อีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่บารมีมาพร้อมกับประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ อนุสาวรีย์ช้างเผือก มีความสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่ทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมความเชื่อ มีประวัติความเป็นมาปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ โดยแบ่งเป็น 2 ความเชื่อ ความเชื่อแรกกล่าวถึงในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 ของราชวงศ์มังราย อาณาจักรล้านนากับอาณาจักรสุโขทัยมีสัมพันธ์ไมตรีอันดีต่อกัน ครั้งหนึ่งกษัตริย์ของสุโขทัย คือ พระมหาธรรมราชาที่ 3 เกิดความขัดแย้งกับกษัตริย์อยุธยา จึงได้มีราชสาสน์มาขอกองทัพเชียงใหม่ไปช่วยรบกับอยุธยา พญาแสนเมืองมาทรงยกกองทัพไปช่วย เมื่อถึงสุโขทัยได้ตั้งทัพอยู่นอกเมืองแล้วพักพลรอให้พระมหาธรรมราชาที่ 3 ออกมาต้อนรับ แต่การณ์กลับเป็นว่าสุโขทัยยกทัพเข้าลอบโจมตีทัพเชียงใหม่ในยามวิกาลโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทัพเชียงใหม่แตกพ่าย พญาแสนเมืองมาพลัดหลงออกนอกจากกองทัพ จนได้พบกับชายสองคน ชื่อ “อ้ายออบ” กับ “อ้ายยี่ระ” บุคคลทั้งสองได้ผลัดกันแบกพระองค์มาตามทางจนถึงเมืองเชียงใหม่ คุณงามความดีครั้งนั้นพญาแสนเมืองมาทรงได้ปูนบำเหน็จพระราชทานยศทั้งสองให้เป็น ขุนช้างซ้ายกับขุนช้างขวา จากนั้นทั้งสองขุนได้ให้สร้างรูปช้างเผือกไว้สองเชือก ความเชื่อที่สอง กล่าวถึงในสมัยของพระเจ้ากาวิละ เมื่อปี พ.ศ. 2343 ท่านได้สร้างรูปปั้นช้างเผือก 2 เชือกมีขนาดโตเท่ากับช้างตัวจริง และสร้างซุ้มโค้งคลุมช้างเอาไว้ให้มองเข้าไปทางด้านหัวช้าง มีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ทิศและมีประตูเข้าออกได้ ทาด้วยสีขาวทั้งตัวช้างและกำแพง ช้างเชือกที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกชื่อ “ปราบจักรวาล” ช้างเชือกที่หันหน้าไปทางทิศเหนือชื่อ “ปราบเมืองมารยักษ์” ไว้ทางหัวเวียงนอกประตูช้างเผือก และทางฝั่งฟากตะวันออกของถนนช้างเผือก จากการสร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก 2 เชือกนี้จึงเป็นเหตุให้ในสมัยหลัง ชื่อประตูรอบคูเมืองทางด้านเหนือเดิมชื่อว่า “ประตูหัวเวียง” เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “ประตูช้างเผือก” ตามชื่ออนุสาวรีย์ในปัจจุบัน อนุสาวรีย์ช้างเผือก ของอ้ายออบกับอ้ายยี่ระ จะมีความเป็นมาที่แท้จริงอย่างไร ผู้คนในสมัยปัจจุบันไม่มีใครพบเห็น อย่างไรก็ตาม รูปอนุสาวรีย์ดังกล่าวจะมีอายุยืนนานเพียงใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่พบว่ามีการสร้างรูปช้างเผือกขึ้นใหม่ ณ บริเวณใกล้เคียงกัน ในสมัยพญาติโลกราชครั้งหนึ่งและในสมัยพระเจ้ากาวิละอีกครั้งหนึ่ง แต่การสร้างสองครั้งหลังนี้เป็นการสร้างขึ้นในฐานะอารักษ์เมือง หรือ “เสื้อเมือง” ซึ่งต่างจากการสร้างครั้งแรกที่สร้างในฐานะเป็นอนุสาวรีย์

หนานหวาดเล่า 06 เจดีย์ขาว

ใครที่เคยผ่านไปแถวกาดลำไยใกล้เทศบาลนครเชียงใหม่ คงจะเห็นเจดีย์ขาวองค์หนึ่งตั้งเด่นอยู่กลางถนน ตรงสามแยกถนนวิชยานนท์กับถนนวังสิงห์คำ กลายเป็นวงเวียนให้รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ขับผ่านไปผ่านมานะครับ ถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่นี้อาจจะรู้ถึงประวัติเจดีย์ขาวว่าเป็นมายังไง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวหรือ บางคนที่เพิ่งมาอยู่ใหม่หรืออยู่มานานแล้ว แต่ยังไม่รู้ และเผอิญเหลือเกินว่าผมอยากรู้ มีเหรอครับที่ผมจะปล่อยเรื่องเจดีย์ขาวที่ตั้งอยู่แปลกประหลาดแบบนี้หลุดลอยไปได้โดยไม่รู้อะไรเลย เจดีย์ขาว หรืออีกชื่อ เจดีย์กิ่ว หลักฐานการปรากฏมีไม่แน่ชัด แต่มีก็ตำนานเล่าขานกันมานมยาน เอ้ย นมนาน ว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นรำลึกถึงลุงเพียงในวีรกรรมรักชาติ ที่ยอมสละชีวิตเพื่อบ้านเมืองของตน แล้วลุงเพียงเป็นใคร? ลุงเพียงคือคนที่ขายปลาหมึกย่างแถวไนท์พลาซ่า ถุย! ไม่ใช่ ที่จริงลุงเพียงแกเป็นลุงแก่ๆคนนึงแสนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษใส่ไข่ แต่แล้วความเป็นฮีโร่รักชาติก็บังเกิดขึ้น เมื่อมีกษัตริย์พม่ายกพลมาล้อมเมืองเชียงใหม่และให้จัดหานักประดาน้ำไปแข่งดำน้ำพนันกับชาวพม่า โดยว่าหากชาวเชียงใหม่ดำน้ำได้ทนกว่าก็จะยกทัพกลับไป พูดง่ายๆไปเลยว่าท้าดำน้ำตีเอาเมืองขึ้น โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน พอสรรหานักดำน้ำตัวยงทั่วเมืองเชียงใหม่ไม่มี ลุงเพียงคนนี้เลยขออาสาดำน้ำแข่งกับพวกพม่าแทน แต่พอชาวเชียงใหม่เห็นสารรูปลุงแกแล้วก็ได้แต่นอนเอาตีนก่ายหน้าผากพลางบอกว่า “มันจะไหวมั้ยล่ะลุง” แต่ลุงจะไปสนเหรอครับ จิตใจอันแน่วแน่ในความรักชาติกับไหวพริบต่างหากที่สำคัญกว่า สถานที่แข่งดำน้ำจัดอยู่ใกล้ที่ตั้งเจดีย์ขาวริมแม่น้ำปิง โดยให้จัดหาหลักสองอันปักลงไปในน้ำ เว้นระยะไม่ให้ใกล้กันมาก เมื่อถึงเวลาออกสตาร์ท ลุงเพียงในชุดกางเกงขาสั้น ผูกผ้าขาวม้าไว้ที่เอว ก็ประจำการตรงเสาปักพร้อมฝั่งพม่า นายทัพในฐานะกรรมการให้สัญญาณว่าดำได้ ก่อนทั้งคู่หายจ่อมลงไปในน้ำ เมื่อเวลาผ่านไปนาน นานจนคนที่อยู่บนฝั่งรอกันจนเหงือกแห้ง ในใจก็ลุ้นระทึกว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ใครจะยอมแพ้โผล่หัวขึ้นจากน้ำก่อน ในที่สุดนักดำน้ำชาวพม่าก็โผล่ขึ้นมา สร้างความโล่งตูดแก่ชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง ที่เหลือก็แค่รอลุงเพียงโผล่หัวขึ้นมา การันตีพร้อมชูมือเป็นฝ่ายชนะ แต่พอเวลาผ่านไปนานมากแล้ว ลุงเพียงก็ยังไม่ยอมโผล่ขึ้นจากน้ำ ทุกคนบนฝั่งให้ความเห็นว่าชาวเชียงใหม่เป็นฝ่ายชนะแล้ว จึงให้คนดำน้ำลงไปตามลุงเพียงขึ้นมา อนิจจา แทนที่จะเจอลุงเพียงประกาศศักดาชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ กลับเจอแค่ร่างที่ไร้วิญญาณของลุง ที่แกใช้ผ้าขาวม้าตัวเองผูกไว้กับหลักตายอยู่ในลำน้ำปิง และเพื่อเป็นอนุสาวรีย์แก่ความเสียสละของลุงเพียง เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงให้สร้างเจดีย์ขาวที่ริมฝั่งแม่ปิงขึ้น นอกจากตำนานเรื่องของลุงเพียงแล้ว ยังมีผู้คิดว่าเจดีย์ขาวอาจเป็นสถูปบรรจุอัฐของบุคคลสำคัญชาวพม่าในครั้งที่มาครอบครองนครเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ.2101-2317ก็ได้ ทั้งนี้เพราะเจดีย์ขาวไม่มีลักษณะและความสูงเหมือนเจดีย์ที่เป็นปูชนียวัตถุทั่วไป บางคนก็เล่าอีกว่าเจดีย์ขาวเป็นเครื่องหมายบอกว่าด้านล่างของเจดีย์ดังกล่าวเป็นปากอุโมงค์ที่ทอดยาวมาจากอุโมงค์ใต้ฐานเจดีย์หลวงที่อยู่กลางเมืองอีกด้วย จะยังไงก็ตามแต่ นับว่าได้เรื่องราวของเจดีย์ขาวมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หากเรามองแค่เพียงผิวเผินอาจจะเป็นแค่เจดีย์ขาวขนาดย่อมที่เป็นเหมือนวงเวียนตรงถนนกลายๆ แต่ที่จริงแล้วเจดีย์ขาวแห่งนี้ได้ซ่อนเรื่องราวประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของชาวเมืองเชียงใหม่ให้ได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยมี “ลุงเพียง”เป็นวีรบุรุษหาญกล้า ยอมสละชีพเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนด้วยความรักชาติอย่างภาคภูมิใจ

หนานหวาดเล่า 05 จ๊ะต๋าบ่ากอกแห้ง

นิทานล้านนาเรื่องชะตามะกอกแห้ง มีสองคนผัวเมียติดตามกันมาหลายชาติ…ผัวไม่ชอบทำบุญให้ทานเอาแต่ดื่มเหล้าเมาสุรา เล่นไพ่ เล่นลูกเต๋า และเล่นไก่ชน…ส่วนเมียเป็นคนชอบทำบุญให้ทานใฝ่ใจในทางกุศลทุกชาติ…อยู่มาชาติหนึ่ง เมียนึ่งข้าวไว้แล้วแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไว้กินกันสองคนผัวเมีย…อีกส่วนหนึ่งเอาไว้ตักบาตร และตั้งปรารถนาไว้ว่า”หากตายไปชาติใดขอให้ได้พ้นจากผัวคนนี้ อย่าได้พบกันอีกเลย”… ฝ่ายผัวได้ยินก็ตั้งปรารถนาว่า”จะเกิดชาติใดก็ขอให้ได้พบเมียตนทุกชาติ” อีกหลายชาติต่อมา…ด้วยผลบุญที่ทำไว้มาก…เมียก็ไปเกิดเป็นลูกพญาเจ้าเมืองซึ่งเป็นคนใจบุญได้สร้างหอทำบุญไว้ตรงประตูเมือง มีคนมาขอทานทุกวัน และมีบัญชีจดไว้ว่าวันหนึ่งๆ มีผู้หญิงกี่คนชายกี่คน…ในชาตินั้นผัวก็ได้เกิดมาเป็นชายหนุ่มรูปงาม แต่ใส่เสื้อขาดหน้าปะหลังมาขอทาน…ด้วยเป็นบุพเพสันนิวาสในชาติก่อน แต่ละชาติก็ไม่ละทิ้งกัน…หญิงคนนั้นพอเห็นก็สงสารและมีความเอ็นดูว่าชายคนนี้มีรูปงามจริง ไฉนจึงยากจนนัก เห็นจะเป็นเพราะชาติก่อนไม่ได้ทำบุญให้ทานเสียกระมัง จึงอยากจะให้ทานเสื้อผ้าแก่ชายคนนั้น วันหนึ่งนางก็ไปถามเสมียนว่า ”วันนี้มีคนมาขอทานกี่คน” เสมียนบอกว่า ‘’วันนี้มีคนมาขอทานเก้าสิบแปดคน” นางจะให้ทานเสื้อก็ไปสั่งเสื้อมาเก้าสิบแปดผืน รุ่งขึ้นก็ให้เข้ามาขอทานแล้วก็บอกว่า ‘’พวกผู้ชายรับห่อข้าวแล้วให้ไปเข้าแถวทางด้านตะวันออกเป็นหัวแถว ทางด้านตะวันตกเป็นหางแถว ให้นั่งเรียงกันดีๆ” พอดีวันนั้นมีขอทานมาเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นเก้าสิบเก้าคน แต่ผ้ามีเก้าสิบแปดผืน นางบอกคนใช้ให้แจกทางหัวแถวไปทางทิศตะวันตก พอแจกไปก็ขาดตรงที่ผัวนาง… พอรุ่งขึ้นทุกคนก็ใส่เสื้อใหม่มากันหมด…ผัวนางก็ยังใส่เสื้อเก่า…หญิงคนที่เป็นเมียก็ให้ห่อข้าวแล้วถามว่า ‘’ เป็นยังไงถึงไม่ใส่เสื้อใหม่มาเพื่อนคนอื่น ๆ เขาใส่เสื้อใหม่กันทุกคน ‘’ ‘’ ข้าไม่ได้รับ เพราะข้าไปนั่งสุดท้ายแถว ” ‘’ ขาดไปกี่คน ”ขาดเฉพาะข้าคนเดียวนี่แหละ‘’ ‘’พรุ่งนี้จะให้ทานกางเกงนะ‘’ นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ ชะตามะกอกแห้ง นางก็ถามเสมียนว่า ‘’วันนี้ขอทานมากี่คน‘’ เก้าสิบเก้าคน ‘’เอากางเกงมาเก้าสิบเก้าตัวนะ” ตอนนี้กลับมีคนเพิ่มอีกคนรวมเป็นหนึ่งร้อยคน ตอนนี้นางก็บอกว่า “ทางทิศตะวันออกเป็นหัวแถว ทางทิศตะวันตกเป็นท้ายแถว”…เพราะว่าวันก่อนผัวนางไปนั่งอยู่ท้ายสุดและไม่ได้เสื้อ…ตอนนี้มีคนมาเพิ่มอีกคนเป็นหนึ่งร้อยคน กางเกงมีเก้าสิบเก้าตัว นางก็บอกว่าให้แจกทางซ้ายขึ้นมาก่อน เพราะว่าเมื่อวานนี้ขาดไปทางท้ายแถว…พอแจกทางท้ายก็ขาดทางหัวแถว ในที่สุดผัวนางก็ยังต้องใส่เสื้อตัวเก่านุ่งกางเกงตัวเก่าตามเคย…รุ่งขึ้นนางก็ถามว่า ‘’พี่ชายทำไมยังใส่เสื้อเก่าอยู่ล่ะ ก็เมื่อวานนี้ยังไม่ได้รับแจกหรือ” “ไม่ได้” ‘’ไปนั่งทางไหนล่ะ” ‘’ ไปนั่งท้ายแถวโน่น ‘’ …” ไม่ได้กี่คน ‘’ ไม่ได้ข้าคนเดียว ‘’ นางก็สอบถามเสมียนดูก็ปรากฏว่ามีคนมาเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งร้อยคนจริงๆ จึงได้ขาดไปหนึ่งคน …รุ่งขึ้นนางก็อยากจะให้ทานเสื้อผ้าแก่ผัวของนางคนเดียวเพราะนางรักอยู่คนเดียว ครั้นจะให้ทานอยู่คนเดียวก็เกรงว่าจะเป็นการลำเอียง นางก็สั่งมาอีกร้อยชุดทั้งเสื้อและกางเกง คิดหาทางจะให้ผัวนางได้รับให้ได้ แต่ในวันนี้ก็กลับมีคนมาจากไหนก็ไม่รู้มาเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นร้อยหนึ่งคน นางให้เข้าแถวทางทิศตะวันออกเป็นหัวแถว ทางตะวันตกเป็นหางแถว ชายคนนั้นก็วิ่งขึ้นวิ่งลง จะไปนั่งทางท้ายแถวก็กลัวจะไม่ได้จะไปนั่งทางหัวแถวก็กลัวจะไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรดีคิดไปคิดมา ก็นับตั้งแต่หัวแถวมาถึงคนที่ห้าสิบแล้วก็ไปนั่งแทรกอยู่ตรงกลาง นางสั่งคนแจกว่า แจกทางด้านตะวันออกมาห้าสิบแล้วแจกทางตะวันตกมาอีกหาสิบ ฝ่ายผัวซึ่งไปนั่งแทรกอยู่ตรงกลาง นางสั่งคนแจกว่า แจกทางด้านตะวันออกมาห้าสิบแล้วแจกทางตะวันตกมาอีกห้าสิบ ฝ่ายผัวซึ่งไปนั่งแทรกอยู่ตรงกลางก็เลยไม่ได้ รุ่งขึ้นก็ใส่เสื้อเก่ากางเกงเก่ามาอีกปุๆ ปะๆ ขาดๆ มาหาเมีย นางก็ถามว่า ‘’ทำไมไม่ใส่เสื้อใหม่มาล่ะ‘’ ใคร ๆ เขาก็ใส่ใหม่กันทุกคนไปนั่งอยู่ตรงไหนอีกล่ะ‘’ ‘’ข้าไม่ได้นั่งตรงไหน ข้าไปแทรกอยู่ตรงกลาง‘’ ‘’โองั้นขาดไปอีกกี่คน” “ก็ขาดข้าคนเดียวนี่แหละ” ไปถามเสมียนดูก็ได้ความว่ามีคนมาเพิ่มจำนวนอีกเป็นร้อยเอ็ดคน ‘’ จะทำยังไงดีน้า จะช่วยมันอย่างไรดีไม่ให้ขาดตรงมันจะทำยังไงดี พอถึงกลางคืนนางก็มานอนคิด ได้ความว่าเอาทองหนักสิบบาทมาใส่ในข้าวห่อแล้วทำเครื่องหมายไว้ รุ่งขึ้นพอมันมาก็จะยกข้าวห่อให้มันแต่พอมันได้ข้าวห่อแล้วก็เอาไปแลกเหล้าเขากินเสีย รุ่งขึ้นก็ยังขอทานอีก นางก็ถามว่า ‘’ พี่ชายเอาข้าวห่อไปไม่ได้กินหรืออย่างไร ‘’ …” ไม่ได้กินหรอก ‘’ พี่ชายเอาไปไหนเสียล่ะ ” เอาไปแลกเหล้ากินเสียแล้ว ” ‘’ โอ พี่ชายคนนี้มันเป็นอย่างไรของมันหนอ ไม่มีบุญ ไม่มีกุศล ไม่ได้สั่งสม ไม่ได้ทำทาน ไม่ได้บริจาคไว้กระมัง มันถึงไม่ได้รับของทานสักครั้ง ‘’

หนานหวาดเล่า 04 ขุนเจื๋อง ตอน3

ขุนเจืองธรรมิกราช พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ ๒ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงแสนยานุภาพทางด้านทหารมากที่สุด สามารถรวบรวมและเป็นใหญ่ ในประเทศ ๖ ประเทศในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ทรงมีพระนามใช้เรียกถึง ๓๓ พระนาม พระองค์ทรงเป็นมหาราช จนชนชาติต่าง ๆ อ้างพระองค์เป็นบรรพบุรุษของตนเอง พระองค์ทรงครองราชย์ ขณะพระชนมายุ ๓๗ พระชันษา ทรงสวรรคตในสนามรบ ด้วยวัย ๖๗ พระชันษาในต่างแดน และเหล่าทหารเข้าต่อสู้และแย่งพระศพได้แล้วนำกลับมา ณ เมืองหิรัญเงินยาง

หนานหวาดเล่า 03 ขุนเจื๋อง ตอน2


ขุนเจืองธรรมิกราช พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ ๒ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงแสนยานุภาพทางด้านทหารมากที่สุด สามารถรวบรวมและเป็นใหญ่ ในประเทศ ๖ ประเทศในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ทรงมีพระนามใช้เรียกถึง ๓๓ พระนาม พระองค์ทรงเป็นมหาราช จนชนชาติต่าง ๆ อ้างพระองค์เป็นบรรพบุรุษของตนเอง พระองค์ทรงครองราชย์ ขณะพระชนมายุ ๓๗ พระชันษา ทรงสวรรคตในสนามรบ ด้วยวัย ๖๗ พระชันษาในต่างแดน และเหล่าทหารเข้าต่อสู้และแย่งพระศพได้แล้วนำกลับมา ณ เมืองหิรัญเงินยาง

หนานหวาดเล่า 02 ขุนเจื๋อง ตอน1


ขุนเจืองธรรมิกราช พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ ๒ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงแสนยานุภาพทางด้านทหารมากที่สุด สามารถรวบรวมและเป็นใหญ่ ในประเทศ ๖ ประเทศในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ทรงมีพระนามใช้เรียกถึง ๓๓ พระนาม พระองค์ทรงเป็นมหาราช จนชนชาติต่าง ๆ อ้างพระองค์เป็นบรรพบุรุษของตนเอง พระองค์ทรงครองราชย์ ขณะพระชนมายุ ๓๗ พระชันษา ทรงสวรรคตในสนามรบ ด้วยวัย ๖๗ พระชันษาในต่างแดน และเหล่าทหารเข้าต่อสู้และแย่งพระศพได้แล้วนำกลับมา ณ เมืองหิรัญเงินยาง

หนานหวาดเล่า 01 ก๋าแล


ก๋าแล หรือ กาแล เป็นตำนานที่ชาวเชียงใหม่ในสมัยโบราณ เล่าสืบต่อกันมา แต่ต่อมาภายหลัง ไม่มีใครเล่าถึงความเป็นมาที่แท้จริง อ.สวาสดิ์ จีโน จึงนำมาเล่า ในรายการวิทยุที่ชื่อรายการว่า "หนานหวาดเล่า ฮีตเก่าฮอยหลัง" แสดงความเป็นจริงของก๋าแลในอดีตที่แท้จริง